
เมื่อสมัยฉันเด็กๆ บ้านเราจะนั่งดูละครด้วยกัน ละครตอน 6 โมงเย็น ต่อด้วยข่าวภาคค่ำ และละครตอนสองทุ่ม บางทีเราก็ดูหนัง ส่วนมากก็เช่ามาดู บางทีพ่อก็ซื้อหนังแผ่นซีดี หรือ วิดิโอ (นี่บอกอายุเลยนะ)
เราดูละครหรือหนังสมัยนั้น เราชอบดูดารา คนสวยคนหล่อ แสดงดีหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก บางทีเราก็ดูเพื่อเสพดราม่า สนุกไปสมัยนั้น
โตขึ้นมา ความคิดก็เปลี่ยน
ตอนนี้ถ้าเราดูหนังหรือละครหรือซีรี่ส์ เราดูเพื่อเนื้อหาเป็นหลัก แน่นอนดราม่าก็ส่วนหนึ่ง แต่เป็นหลักคือหนังจะสื่ออะไร เราได้เรียนรู้อะไรจากสื่อที่เราดู ความหล่อความสวยของดาราก็เป็นเรื่องรอง รองจากว่าพวกเขาแสดงบทบาทที่สวมได้ดีได้น่าเชื่อถือขนาดไหน เราจะนั่งไม่ติดเก้าอี้เพราะการแสดงของพวกเขารึเปล่า
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการสร้างหนังที่เราไม่เคยได้คิดถึงจนถึงป่านนี้คือ สมองที่สร้างหนังออกมา ซึ่งแบ่งใหญ่ๆ เท่าที่เราเข้าใจได้แก่
- Producer ผู้อำนวยการสร้าง
- รับผิดชอบในการจัดหาเงินทุน จ้างบุคลากรสำคัญ (รวมถึงนักเขียนบทและผู้กำกับ) บริหารจัดการงบประมาณ และดูแลด้านโลจิสติกส์
- Director ผู้กำกับภาพยนตร์
- ทำหน้าที่กำกับนักแสดง จัดการทีมงานด้านเทคนิค (แสง กล้อง เสียง) กำหนดฉาก และรับประกันว่าวิสัยทัศน์ทางศิลปะของภาพยนตร์จะได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์
- Screenwriter/creator ผู้เขียนบทภาพยนตร์
- สร้างบทภาพยนตร์ ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวสำหรับภาพยนตร์ โดยมีบทสนทนาและการกระทำทั้งหมดระบุไว้ครบถ้วน
ในหนังยังมีทีมอื่นๆอีก เช่น Make up designer, Costume designer, Editor, Special Effects, Sound designer, Director of photography, Stunts และอื่นๆ แต่เราจะไม่ลงรายละเอียด
ปีที่ผ่านมา 2025 เราดูหนัง/ซีรี่ส์กับแฟนเราหลายเรื่องเลย แต่ที่ติดใจหลักๆคือ
- Avatar
- Wednesday
- Adolescent
ทั้งสามเรื่องนี้เราชอบเพราะผู้สร้างและเนื้อหาเป็นหลัก
เราจะเขียนในรายละเอียดในเรื่อง Avatar เท่านั้น เพราะช่วงนี้พึ่งดูเรื่องนี้ไปในโรงหนังและชอบมากๆ รายละเอียดยังชัดเจนมากในใจเรา ฟังสัมภาษณ์จาก James Cameron เกือบทุกวัน
อีกสองเรื่องแนะนำให้ดูเหมือนกัน เพียงแต่เราจะไม่ได้เขียนรายละเอียด
Avatar

James Cameron : creator, primary director, writer, producer
ทำไมถึงชอบ
- เรื่องหลักของ Avatar คือ
- เราชาวโลก (human, sky people) มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถท่องอวกาศได้ ทีนี้โลกของเราขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม (Capitalist) เมื่อเราใช้ทรัพยากรในโลกหมดแล้ว ระบบนี้ไม่หยุดแค่นั้น ระบบนี้ไม่รู้จักพอ เพราะฉะนั้นระบบทุนนิยมนี้ผลักดันให้มนุษย์ไปหาทรัพยากรที่อื่น
- ในข้อดีของทุนนิยมมันก็มี ลองมองถึงการพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ เราต้องใช้เงินทุนในการวิจัย แล้วเงินทุนมาจากไหน ส่วนมากก็มาจากนายทุนที่มองว่าเทคโนโลยีหรือการค้นคว้าวิจัยนี้เอานำมาต่อยอดได้เขาจึงให้เงินทุนมาสนับสนุน เพื่อที่นายทุนจะได้เอาผลลัพธ์ไปทำเงินต่อ
- กลับมาเข้าเรื่อง
- ชาวโลกได้มาเจอ Pandora ทีมนักวิจัยพยายามจะติดต่อกับคนบนดาวนี้ที่เรียกว่า Na’vi พวกเขาเป็นกลุ่มที่อยู่บนดาวนี้อย่างมีความสงบ รักและเคารพธรรมชาติ เขายกย่องธรรมชาติและกฎแห่งธรรมชาติ
- เล่าเท่านี้แหละ ต้องไปดูเอง ตอนนี้มีออกมา 3 ตอน James ตั้งใจไว้ให้มี 5 ตอน เราก็หวังว่า Studio จะให้ทุนไปสร้างตอนที่ 4-5
- ที่เราชอบเรื่องนี้ เป็นหนังที่เราชอบที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ไม่ได้โม้ เพราะว่า
- สะท้อนความเป็นมนุษย์ : ความละโมบของชาวมนุษย์
- ความละโมบของชาวมนุษย์ อย่างที่อธิบายเนื้อเรื่องในตอนแรก เราใช้ทรัพยากรจนหมดแล้ว เลยต้องไปหาไปขุดทรัพยากรในดาวอื่น ซึ่งถ้าเรามองในประวัติศาสตร์ของโลกเราเอง ประเทศที่มีอำนาจในอดีตถึงปัจจุบันยังคงล่าอานานิคม
- ในอดีต การล่าอานานิคมอาจจะชัดเจนว่า เมื่อได้ประเทศนี้เป็นเมืองขึ้น ฉันจะบังคับให้คนเรียนภาษาของฉัน แต่งตัวเหมือนฉัน วัฒนธรรมที่เคยมีมาของประเทศผู้ถูกล่าก็หายไปเพราะว่าต้องปรับตัวให้เข้ากับประเทศผู้กุมอำนาจ และทรัพยากรก็ถูกทำลาย เพื่อที่จะได้นำเอาทรัพยากรนั้นมาขาย เอาเงินและกำไรเข้าประเทศผู้ปกครอง
- ในปัจจุบัน เราอาจจะไม่เห็นการล่าอานานิคมแบบนั้นแล้ว แต่เราจะเห็นว่าประเทศที่พัฒนามากและรวยมาก มีนักลงทุนเยอะและเงินลงทุนไปได้ไกลเมื่อไปลงทุนที่ประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนา เพราะค่าแรงถูก สามารถทำกำไรให้เขาได้มาก ผลพลอยได้คือ การลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆก็จริง แต่มันก็ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ลองมองดูฝุ่น pm 2.5 ที่มากขึ้นทุกๆปี หรือประเทศรวยๆส่งขยะมาเผาทำลายในประเทศยากจน แลกกับเงิน
- หรือแม้แต่ตัวเราเอง บางทีเราก็บริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือใช้ของที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ เพราะอะไร ทำให้เราหยุดคิดก่อนซื้อหรือบริโภค
- สะท้อนความเป็นมนุษย์ : ความรู้สึกและประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์
- อันนี้แนะนำให้ดูทั้งสามตอน อาจจะมีสปอยเลอร์ถ้ายังดูไม่หมด
- ถึงแม้ตัวละครหลักจะเป็นชาวสีฟ้า Na’vi แต่ประสบการณ์และความารู้สึกของตัวละครนั้นถ่ายทอดออกมาให้เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างชายหญิง ความรักของพ่อแม่ ความเสียใจและความรู้สึกถูกหักหลังเมื่อสิ่งที่เราเชื่อว่าจะช่วยเหลือเราไม่ได้ช่วยเรา ประสบการณ์ของวัยรุ่น (teenage angst) ที่รวมถึงความสับสนในตัวเอง ฉันคือใคร ฉันเกิดมาทำไม ตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ พยายามต่อต้าน พยายามได้รับการยอมรับจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน
- การพัฒนาการของ Filming ซึ่งบอกถึงว่าสามารถของผู้กำกับ และทีมของผู้สร้าง
- การเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้เริ่มจากไอเดียของ James ตั้งแต่ปี 1995 แต่สมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถนำไอเดียมาเป็นหนังได้ จนกระทั่งทีมพัฒนา Computer graphic และ Performance capture ทำให้ตัวนักแสดงสามารถแสดงบท และสีหน้าได้อย่างชัดเจนในตัวละครชาว Na’vi ซึ่งการพัฒนานี้ใช้เวลาหลายปี จนกว่าจะพร้อมถ่ายทำในปี 2007 (ทั้งหมด 12 ปีที่เริ่มต้นจากไอเดียจนกว่าจะได้มาถ่าย) และฉายรอบแรกในปี 2009 แสดงถึงความสร้างสรรค์ ความอดทน ความวิริยะ
- ในภาคที่สอง the way of water ฉากเน้นที่ทะเลและใต้ทะเล ทีมผู้สร้างต้องหาเทคนิคในการถ่ายทำให้สมจริง ผลลัพท์คือนักแสดงต้องเรียนรู้ Freediving และถ่ายทำใต้น้ำ ต้องมีจินตนาการในการสร้างโลกใต้น้ำ คลื่น สัตว์น้ำ
- ธรรมชาติที่สวยงาม
- ธรรมชาติของโลกใน Pandora สวยมาก สวยจนเราอยากไปอยู่ แต่ แต่ แต่ นั่นทำให้เรากลับมามองโลกของเรา ธรรมชาติของโลกเราก็สวยมากเหมือนกัน ไหนจะเป็นทะเล ป่าเขา ท้องฟ้า สัตว์ทั้งหลาย ธรรมชาติไม่ต้องมีโปรแกรมมาบอกให้ทำงานอย่างไร ธรรมชาติรู้เอง น่าอัศจรรย์จริงๆ เรารักธรรมชาติ เราอยากดูแลธรรมชาติที่เราทำได้
- ธรรมชาติในโลกเรานี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโลกของ Pandora
- เราชอบฟังสัมภาษณ์จาก James เพราะทำให้เราเข้าใจว่าสมองเค้าทำงานได้ยังไง ความคิดสร้างสรรค์นี้มาจากไหน ถ้าสนใจลองฟังดู เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
- สะท้อนความเป็นมนุษย์ : ความละโมบของชาวมนุษย์
- เมื่อนำมาคิดกับคำสอนในศาสนาพุทธ การที่คนนึงจะประสบความสำเร็จในงานที่ทำ ต้องใช้ทุกอย่างที่มีใน อิทธบาท 4 ประกอบไปด้วย
- ฉันทะ : ความรักในงาน
- วิริยะ : ความอดทนและอุสาหะ
- จิตตะ : ความมีใจจดจ่อ
- วิมังสา : การรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง และ นำผลจากการไตร่ตรองมาใช้ในการวางแผน วัดผล และหาทางแก้ไขให้ดีขึ้น
- เราว่า James Cameron มีครบทั้งหมด
Wednesday

Alfred Gough & Miles Millar : created, writer, and executive producer
Tim Burton : Executive producer and director
Adolescent

Stephen Graham : Screenwriter/creator, Producer, and Actor
Jack Thorne : Screenwriter/creator
Philip Barantini : Director : known for his intense, single-take films
Owen Cooper : Owen แสดงได้ดีมาก ดีจนน่ากลัว และน้องได้รางวัล the 2025 Emmys award สาขา Outstanding Supporting Actor in a Limited or Anthology Series or Movie น้องเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ชนะรางวัลนี้
ใส่ความเห็น